4/21/2552

ราชวงศ์โจวตะวันตก

โจวมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในแถบเสียกาน ต่อมาอพยพไปตั้งรกรากยังโจวหยวน(周原)ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอฉีซานมณฑลส่านซีของจีน เมื่อ 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราชชนเผ่าต้นตระกูลโจวก็มีขุมกำลังเข้มแข็งขึ้น พวกเขาทางหนึ่งรวบรวมรัฐเล็ก ๆรอบข้างเข้ามา อีกทางหนึ่งโยกย้ายนครหลวงจากโจวหยวนมายังดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเฟิง หรืออำเภอฉางอานในปัจจุบัน โดยตั้งเป็นเมืองเฟิงจิง (丰京)จากนั้นแพร่ขยายอิทธิพลไปทางทิศตะวันออก ทำให้เกิดข้อพิพาทกับราชวงศ์ซางขณะนั้นราชวงศ์ซางในรัชสมัยตี้ซิ่งหรือซางโจ้วนั้น ได้กักขังซีป๋อชั่ง(หรือต่อมาเป็นโจวเหวินหวังผู้นำของราชวงศ์โจว)ไว้ที่โหย่วหลี่มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขุนนางของโจวถวายหญิงงามและเพชรนิลจินดามากมายให้แก่ซาง ตี้ซิ่งจึงยอมปล่อยตัวซีป๋อชั่ง เมื่อซีป๋อชั่งกลับถึงรัฐของตน ก็เร่งระดมพลเพื่อยกทัพบุกซาง ในเวลานั้น การเมืองภายในราชวงศ์ซางล้มเหลวฟอนเฟะ เกิดการแตกแยกทั้งภายในนอก โจวเหวินหวัง (周文王)เห็นว่าสถานการณ์สุกงอมแล้ว ขณะตนใกล้สิ้นลมจึงกำชับสั่งเสียให้บุตรชายไท่จื่อฟา หรือ
โจวอู่หวัง (周武王)

โจวอู่หวัง (周武王) รวบรวมไพร่พลยกทัพบุกซางเมื่อโจวอู่หวังขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากโจวเหวินหวัง ก็กรีฑาทัพครั้งใหญ่โดยมี พลรถ 300 พลทหารราบ 450,000 หน่วยกล้าตาย 3,000 มุ่งสู่ตะวันออก ระหว่างทางบรรดารัฐเล็ก ๆได้แก่ ยง(庸) สู(蜀) เชียง(羌) จง(鬃)เวย (微)หลู (卢)เผิง (彭)ผู(濮)เป็นต้นต่างยอมสวามิภักดิ์เข้าร่วมกับกองทัพ โจวอู่หวังได้ประกาศโทษทัณฑ์ความผิดของซางโจ้ว ซางโจ้วจึงจัดทัพ 170,000 ออกมาสู้รบด้วยโจวอู่หวัง ทว่าเหล่าทหารของซางไม่มีกำลังใจสู้รบ ต่างพากันทิ้งอาวุธหลบหนี เป็นเหตุให้ทัพโจวได้ชัยชนะ ฝ่ายซางโจ้วหลบหนีไป ภายหลังเสียชีวิตที่ลู่ไถ ราชวงศ์ซางจึงล่มสลาย นับแต่นั้นมา ประวัติศาสตร์จีนก็เข้าสู่ยุคราชวงศ์โจวโจวอู่หวังเมื่อได้ชัยชนะเหนือซางแล้ว ก็เข้าครอบครองดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของซาง อีกทั้งยังปราบปรามรัฐเล็ก ๆ รอบข้าง ทว่าปัญหาอันหนักอึ้งที่โจวอู่หวังต้องเผชิญก็คือการจะรักษาผืนแผ่นดินตะวันออกนี้ไว้ได้อย่างไร

ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้นโยบาย ‘เมืองหน้าด่าน’ โดยมอบหมายให้ญาติพี่น้องและขุนนางที่มีความดีความชอบออกไปปกครองยังดินแดนต่าง ๆ ตั้งให้เป็นผู้ครองแคว้น โดยผู้ครองแคว้นจะได้รับอำนาจในการปกครองดินแดนรอบนอกผืนหนึ่ง อีกทั้งพวกเขาเหล่านั้นยังถือเป็นผู้พิทักษ์ราชสำนักโจวอีกด้วย นอกจากนี้ โจวอู่หวังยังแต่งตั้งให้อู่เกิง (武庚)บุตรของซางโจ้วดูแลแคว้นซาง เพื่อสามารถควบคุมชาวซางต่อไป โดยส่งน้องชายของเขา ได้แก่ ก่วนซู่ (管叔)ไช่ซู่ (蔡叔)และฮั่วซู่ (霍叔)ให้คอยตรวจสอบอู่เกิง นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งให้โจวกงตั้น (周公旦)ไปปกครองแคว้นหลู่ (鲁)ส่วนเจียงซ่าง (姜尚)ไปปกครองแคว้นฉี (齐)และเส้ากงซื่อ (召公奭)ไปครองแคว้นเอี้ยน (燕) หลังจากโจวอู่หวังสิ้นพระชนม์
กระบวยตักน้ำที่เจ้าแคว้นฉีจัดทำให้แก่ภรรยา

เฉิงหวัง (成王)บุตรชายของเขาได้สืบทอดราชบัลลังก์ แต่เนื่องจากยังอยู่ในวัยเยาว์ จึงมอบหมายให้โจวกงตั้นหรือโจวกง (周公)เป็นผู้สำเร็จราชการแทน เป็นเหตุให้ก่วนซู่และไช่ซู่ไม่พอใจโจวกง จึงปล่อยข่าวใส่ร้ายโจวกงกล่าวหาว่าวางแผนชิงบัลลังก์ ต่อมา อู่เกิงก็เข้าร่วมกับก่วนซู่และไช่ซู่รวบรวมแว่นแคว้นเล็ก ๆ ทางภาคตะวันออก อันได้แก่สวี (徐)เหยี่ยน (奄)ป๋อกู (薄姑)เป็นต้น เพื่อเป็นฐานก่อการ
กบฏ โจวกงจึงต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม โดยใช้เวลา 3 ปี สุดท้ายจึงสามารถปราบกบฏอู่เกิง ก่วนซู่และไช่ซู่ลงได้ ประหารอู่เกิงและก่วนซู่ เนรเทศไช่ซู่ จากการปราบกบฏครั้งนี้ ทำให้ราชวงศ์โจวมีรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสืบเนื่องจากโจวอู่หวังเมื่อล้มล้างราชวงศ์ซางแล้ว กลับไปนครหลวงเฮ่าจิง (镐京)(ย้ายมาจากเฟิงจิง)

ภาชนะใส่เหล้ารูปม้าศึกทำด้วยสำริด

แล้วพบว่า ระยะทางระหว่างเมืองเฮ่าจิงกับศูนย์กลางการปกครองแห่งใหม่อยู่ห่างไกลกันเกินไป ดังนั้นจึงคิดจะย้ายมาสร้างเมืองหลวงใหม่ในแถบลุ่มแม่น้ำอีและแม่น้ำลั่ว (伊洛)ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชนเผ่าเซี่ยมาแต่เดิม แต่ความคิดนี้ยังไม่ทันได้เป็นจริง ก็ล้มป่วยสิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน จากจารึกที่ขุดได้จากเมืองเป่าจีพบว่า โจวเฉิงหวัง (成王)เมื่อได้สืบทอดราชบัลลังก์แล้ว ก็ได้สานต่อแนวปณิธานของโจวอู่หวัง โดยกำหนดตั้งเมืองหลวงใหม่บริเวณลุ่มแม่น้ำอีและแม่น้ำลั่วซึ่งอยู่ใกล้เมืองลั่วหยัง (洛阳)ในปัจจุบัน โดยใช้เมืองใหม่นี้เป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งใหม่ ซึ่งก็สามารถร่นระยะทางไปได้มากทีเดียว เพราะเพื่อการนี้ เฉิงหวังได้เคยแต่งตั้งให้เส้ากงซื่อหรือเส้ากง (召公)ไป ‘สำรวจ’ละแวกเมืองลั่วหยัง ไม่นานนัก เมืองหลวงแห่งใหม่คือ ลั่วอี้(洛邑)หรือนครหลวงตะวันออก ก็รวมเข้ากับเมืองเฮ่าจิง เมืองหลวงเดิมซึ่งโจวอู่หวังได้สร้างไว้ กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม การปกครอง และการทหารของราชวงศ์โจวตะวันตก และเพื่อล้มล้างแนวคิดกอบกู้บ้านเมืองของประชาชนชาวซาง เฉิงหวังจึงอพยพชาวยินหรือซางเข้าสู่เมืองเฉิงโจวเมืองหลวงแห่งใหม่

กุ้ย’ ภาชนะใส่อาหารและเครื่องยศที่มีพัฒนาการมาจาก ‘ติ่ง’
"เมื่อโจวหวังพระราชทานที่ดินและไพร่พลให้แก่บรรดาเจ้าแคว้นนั้น ก็ต้องจัดพิธีรับที่ดินและไพร่พลนั้น เหล่าเจ้าครองแคว้นที่ได้รับการแต่งตั้ง ต้องมีกำหนดเวลาแน่นอนเพื่อเข้าเฝ้าโจวหวัง โดยมีภารกิจในการปกป้องราชสำนักโจว พวกเขายังจะต้องส่งบรรณาการให้กับโจวหวังด้วย (รวมทั้งการเกณฑ์ทหารไพร่พล) หากไม่ส่งบรรณาการก็จะถือว่าคิดการก่อกบฏต่อราชสำนัก"

ขวานสำริดซึ่งโจวอู่หวังพระราชทานเป็นเครื่องยศให้คังซู่เมื่อครั้งไปครองเมืองเว่ย
เนื่องจากโจวกง (周公)ได้สำเร็จราชการเมื่อครั้งอยู่ที่นครเฮ่าจิงหรือนครหลวงตะวันตกมาโดยตลอด
ดังนั้นบุตรชายคนโตของเขาชื่อป๋อฉิน (伯禽)จึงได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าแคว้นหลู่(鲁)ต่อจากบิดา ในปัจจุบันได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีพบซากเมืองโบราณแห่งนี้ที่เมืองชวีฝู่ของมณฑลซานตง ส่วนเจียงซ่าง (姜尚)ที่ได้รับแต่งตั้งไปครองแคว้นฉี (齐)ปัจจุบันคือเมืองหลินจือในมณฑลซานตง และเส้ากง (召公)ที่ครองแคว้นเอี้ยน (燕)ปัจจุบันคือเขตฝางซานในปักกิ่ง ก็ได้มีการขุดพบซากเมืองและสุสานของเจ้าแคว้นเอี้ยนอีกด้วย ภายหลังเหตุการณ์ปราบกบฏอู่เกิงสงบราบคาบลง โจวอู่หวังก็ได้พระราชทานดินแดนซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอู่เกิงให้กับน้องชายชื่อคังซู่ (康叔)โดยแต่งตั้งเป็นเจ้าแคว้นเว่ย (卫)ซึ่งปัจจุบันได้ขุดพบซากเมืองโบราณของแคว้นเว่ยในอำเภอซวิ่นมณฑลเหอหนัน นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แต่งตั้งเวยจื่อ (微子)ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาของซางโจ้วกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง ที่ไม่ได้เข้าร่วมในการก่อกบฏอู่เกิงขึ้นเป็นเจ้าแคว้นซ่ง (宋)ปัจจุบันคือเมืองซางชิวในมณฑลเหอหนัน ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแคว้นเว่ย (卫)
ภาชนะใส่เหล้ารูปห่านทำด้วยสำริด
ต่อมา เมื่อโจวเฉิงหวัง (成王)ปราบแคว้นถัง (唐国)ได้แล้ว ก็มอบดินแดนที่ยึดมาได้ให้กับถังซู่อวี๋ (唐叔虞)ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องปกครอง แล้วตั้งเป็นแคว้นจิ้น (晋) ปัจจุบันมีการขุดพบร่องรอยทางโบราณคดีที่เขตต่อแดนระหว่างเมืองอี้และฉวี่เยว่ในมณฑลซานซี บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นเหล่านี้ มักมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง มีสัมพันธไมตรีต่อกันบ้าง บางครั้งยังคานอำนาจซึ่งกันและกันเอง สภาพการปกครองเช่นนี้ส่งผลให้ในช่วงต้นของราชวงศ์โจวมีความสงบและมั่นคงทางการเมือง ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ยุคทองแห่งเฉิงหวัง 40 ปีไม่ต้องใช้โทษทัณฑ์’ แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในสมัยโจวเฉิงหวังภายหลังเหตุการณ์ปราบกบฏอู่เกิงแล้ว ราชวงศ์โจวได้มีความสันติสุขระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ไพร่พลชาวโจวกลับต้องผ่านการศึกสงคราม เพื่อขยายดินแดนออกไปทางตอนใต้อันได้แก่ ปา (巴) ผู (濮) เติ้ง (邓)ฉู่ (楚) ทางตอนเหนือจรดดินแดนซู่เซิ่น (肃慎)เอี้ยน (燕)ป๋อ (亳)ทิศตะวันออกจรดชายฝั่งทะเล ทิศตะวันตกจรดกาน (甘)ชิง (青)รวมเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่กว่าในสมัยราชวงศ์ซางเสียอีก

รถที่ใช้เป็นเครื่องมือในการลงทัณฑ์ในสมัยก่อน แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ
ราชวงศ์โจวได้วางระบบการปกครองภายในที่ค่อนข้างจะประสบผลสมบูรณ์ มีการกำหนดบทลงโทษที่เป็นระบบกว่าในสมัยซาง มีการเตรียมกองกำลังทหารเป็นจำนวนมากกว่าสมัยซาง ถึงกับมีคำกล่าวว่า ‘ภายใต้แผ่นฟ้านี้ ผืนดินและไพร่พลล้วนเป็นของโจวหวัง*’ ดังนั้น เมื่อโจวหวังพระราชทานที่ดินและไพร่พลให้แก่บรรดาเจ้าแคว้นนั้น ก็ต้องจัดพิธีรับที่ดินและไพร่พลนั้น เหล่าเจ้าครองแคว้นที่ได้รับการแต่งตั้ง ต้องมีกำหนดเวลาแน่นอนเพื่อเข้าเฝ้าโจวหวัง โดยมีภารกิจในการปกป้องราชสำนักโจว พวกเขายังจะต้องส่งบรรณาการให้กับโจวหวังด้วย (รวมทั้งการเกณฑ์ทหารไพร่พล) หากไม่ส่งบรรณาการก็จะถือว่าคิดการก่อกบฏต่อราชสำนัก ต้องได้รับโทษทัณฑ์ ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป บรรดาเจ้าครองแคว้นก็มักมีการตัดแบ่งหรือแลกเปลี่ยนดินแดนกันเอง จึงค่อย ๆเปลี่ยนที่ดินเป็นของตนเอง ขณะเดียวกันก็มีการบุกเบิกผืนที่ดินทำกินแหล่งใหม่มากขึ้น เมื่อมีที่นาเป็นของตัวเองมากขึ้น ย่อมก่อให้เกิดภาวะที่เป็นการบ่อนทำลายต่อระบบการทำนารวมเกิดขึ้น

กระเบื้องมุงหลังคาดินเผาที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในสมัยโจวตะวันตก
ในสมัยโจวตะวันตกนี้สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีความก้าวหน้ายิ่งกว่าราชวงศ์ซาง มีการใช้ทาสจำนวนมากในกระบวนการผลิต ก่อให้เกิดภาวะแรงงานเหลือใช้ในสังคม ซึ่งทำให้อาชีพงานช่างฝีมือต่าง ๆได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น การผลิตเครื่องมือสำริดก็มีความก้าวหน้าอย่างมาก นอกเหนือจากโรงงานเครื่องมือสำริดที่ควบคุมโดยราชสำนักแล้ว เหล่าเจ้าครองแคว้นต่างก็มีโรงงานสำริดเป็นของตนเอง เครื่องมือสำริดยิ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น จนแทบจะครอบคลุมในทุกด้านของวิถีชีวิต อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความเจริญในสาขาอาชีพอื่น ๆอีกด้วย
การใช้ตัวอักษรก็ยิ่งแพร่หลายมากขึ้น นอกจากการจารอักษรลงบนกระดูกสัตว์แล้ว ในบรรดาแผ่นจารึกที่ทำจากทองแดงนับหมื่นชิ้นที่ขุดพบล้วนมีจารึกตัวอักษร ซึ่งบันทึกเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ชิ้นที่พบบันทึกอักษรมากที่สุดมีถึง 499 ตัวอักษร เทียบเท่ากับเอกสารชิ้นหนึ่งในเวลานั้นเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในเชิงวิชาการและเทคโนโลยีทางด้านต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า การช่างทอง การก่อสร้าง ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์เป็นต้น ความสำเร็จเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและการผลิตของคนในสมัยนั้น นักโบราณคดีได้ขุดพบเครื่องมือเหล็กกล้าที่สร้างจากแรงงานมนุษย์ภายในสุสานสมัยปลายราชวงศ์โจวตะวันตก ซึ่งแสดงว่า อย่างน้อยในสมัยนั้น ผู้คนเริ่มรู้จักเทคนิคในการตีเหล็กแล้ว การค้นพบครั้งนี้ บ่งชี้ว่าในขณะที่มนุษย์ปรับตัวอยู่ในท่ามกลางการต่อสู้ของโลกภายนอก ก็ได้ศึกษาและฝึกฝนทักษะวิธีการใหม่ ๆที่ให้ผลที่ดีกว่าเดิม

อักษรจีนที่แกะสลักลงบนภาชนะ ‘กุ้ย’
เมื่อมาถึงรัชกาลโจวลี่หวัง (周厉王)ภายในเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นตามลำดับ ลี่หวังที่ขูดรีดภาษีอย่างหนัก ข่มเหงราษฎร อีกทั้งปิดกั้นผู้คนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์การปกครอง จนกระทั่งก่อนคริสต์ศักราช 841 เกิดการลุกฮือภายในขึ้น ลี่หวังหนีไปเมืองจื้อ (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอฮั่วในมณฑลซานซี) ประชาชนจึงพากันสนับสนุนให้โจวติ้งกง (周定公)และเจามู่กง (召穆公)ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันบริหารราชการแผ่นดิน (共和行政)ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนที่มีการบันทึกเหตุการณ์โดยระบุเวลาที่แน่นอน ต่อมาเมื่อโจวเซวียนหวัง (周宣王)ได้สืบบัลลังก์ต่อมา เนื่องจากได้รับบทเรียนข้างต้น จึงปรับเปลี่ยนนโยบายการปกครองเสียใหม่ และเพื่อขจัดภัยคุกคามจากชนเผ่าหรงตี๋ (荣帝)ที่อยู่ทางตอนเหนือ จึงต้องทำศึกป้องกันอาณาเขตอีกครั้ง สุดท้ายได้รับชัยชนะกลับมา นอกจากนี้ยังประสบชัยในการสงครามกับแคว้นจิงฉู่ (荆楚)และหวยอี๋ (淮夷)ดังนั้น จึงได้รับการเรียกขานเป็นยุค ‘ฟื้นฟู’ ทว่า สังคมโดยรวมยังคงตกอยู่ภายใต้มรสุมแห่งความขัดแย้งภายในต่อไป

เครื่องหยกสลักลวดลายมังกร
วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในห้วงประวัติศาสตร์มักจะไม่เท่าเทียมกัน อาทิ ในสมัยซางและโจวดินแดนในเขตจงหยวน (中原)ได้เข้าสู่ความรุ่งเรืองของยุคสำริด ในขณะที่ดินแดนรอบนอกของโจว ยังคงล้าหลังอยู่มาก ดังนั้น ภายใต้แรงดึงดูดของผลประโยชน์และเงินทอง สงครามระหว่างชาวโจวและแว่นแคว้นอื่น ๆก็มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งโจวเจาหวัง (周昭王)ยกทัพบุกชนเผ่าหมาน (蛮族)ซึ่งอาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง)และแม่น้ำฮั่นสุ่ย แต่ต้องรับศึกหนักจากการต่อต้านอย่างเข้มแข็งของชาวเผ่าหมาน กองทัพของโจวสูญเสียกำลังไพร่พลแทบหมดสิ้น เจาหวังเองก็สิ้นชีพที่แม่น้ำฮั่นสุ่ย การศึกครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในยุคต้นราชวงศ์โจวตะวันตกเลยทีเดียว

‘ติ่ง’ ภายในจารึกเหตุการณ์ที่เจ้าแคว้นเอ้อ(噩)ยกกำลังบุกล้อมเมืองหลวงโจวตะวันตก
นับแต่นั้นมาราชวงศ์โจวตะวันตกก็ขาดความสามารถในการควบคุมแว่นแคว้นต่าง ๆทางตอนใต้ไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าภายหลังโจวมู่หวัง (周穆王)และโจวเซวียนหวัง (周宣王)ก็เคยยกทัพลงใต้ ทว่ายังคงไม่อาจพลิกผันสถานการณ์ใดๆได้มากนัก ชนเผ่าตงอี๋ (东夷)ที่อยู่ทางทิศตะวันออกก็เริ่มรุกล้ำเข้ามาในชายแดนโจว ทำให้โจวต้องมีการศึกรบติดพันมาโดยตลอด
ครั้งหนึ่ง แคว้นเอ้อ (噩) ไม่ยอมส่งบรรณาการให้กับโจว ทั้งยังยกไพร่พลรุกเข้ามาถึงรอบนอกเมืองลั่วอี้ นครหลวงตะวันออก ทำความตื่นตระหนกให้กับบรรดาขุนนางในราชสำนัก โจวเซวียนหวังจัดส่งกองทัพพิทักษ์นครหลวงทั้งสอง (西六师、东八师)เข้าต่อกร แต่ก็ไม่อาจต้านทานไว้ได้ ภายหลังได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากบรรดาเจ้าแคว้นที่อยู่รอบข้าง จึงสามารถเอาชนะได้ในที่สุด ยังมีพวกเฉวี่ยนหรง (犬戎)ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดในยุคโจวตะวันตก ในรัชกาลโจวมู่หวัง (周穆王)พวกเฉวี่ยนหรงเริ่มแข็งแกร่งขึ้น กั้นขวางหนทางการติดต่อของราชวงศ์โจวกับแคว้นต่าง ๆในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ดังนั้น โจวมู่หวังจึงต้องยกกองทัพปราบเฉวี่ยนหรงจนได้ชัยชนะ จึงโยกย้ายชาวเฉวี่ยนหรงจำนวนหนึ่งมาสู่ดินแดนไท่หยวน (太原) เปิดเส้นทางติดต่อระหว่างโจวและแคว้นต่าง ๆทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ









เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับศรีษะชายหญิง
ภายหลังพวกเฉวี่ยนหรงยังคงบุกรุกตามชายแดนโจวอีกหลายครั้ง ต่อมาในรัชสมัยโจวโยวหวัง (周幽王)ซึ่งเป็นบุตรของโจวเซวียนหวัง (周宣王) ลุ่มหลงในตัวนางสนมเปาซื่อ ถึงกับคิดสังหารรัชทายาทอี๋จิ้ว (宜臼)เพื่อแต่งตั้งบุตรชายของนางเปาซื่อนามป๋อฝู (伯服)เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เนื่องจากมารดาของอี๋จิ้วเป็นบุตรีของเจ้าแคว้นเซิน (申)เป็นเหตุให้เจ้าแคว้นเซินร่วมมือกับพวกเฉวี่ยนหรงบุกโจมตีโจวตะวันตก สังหารโจวโยวหวัง ณ เชิงเขาหลี่ซาน อีกทั้งฉวยโอกาสปล้นสะดมทรัพย์สินมีค่าภายในเมืองไปจนหมดสิ้น ราชวงศ์โจวตะวันตกจึงถึงกาลล่มสลาย


ฝ่ายอี๋จิ้วที่ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ต่อมา ทรงพระนามว่าโจวผิงหวัง (周平王) ต้องย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองลั่วอี้(洛邑)นครหลวงตะวันออก นับแต่นั้น ประวัติศาสตร์จีนก็เข้าสู่ยุคโจวตะวันออก (东周)
* โจวหวังหรือโจวอ๋อง ในที่นี้หมายถึงผู้นำของราชวงศ์โจวโดยทั่วไป ไม่ระบุรัชกาล









4/02/2552

วันจักรี

ความหมาย
วันจักรี หมายถึง วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จดำรงอาณาจักรสยามเป็นวันแรก

ความเป็นมา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้แสดงกตเวทิคุณต่อพระมหากษัตริยาธิราชในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกรัชกาล โปรดเกล้าฯให้มีการถวายบังคมพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในวันที่ 6 เมษายน เป็นประจำทุกปี

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑ เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ "อุ" อยู่กลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัวอันเป็น พฤกษชาติที่เป็นสิริมงคลในพุทธศาสนา ตราอุณาโลมมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขวา อยู่ในกรอบลายกนก เริ่มใช้คราวพระราช พิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘

พระราชประวัติรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระนามเดิม ทองด้วง ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2275 (รัชกาลพระเจ้าบรมโกษฐ) ได้รับราชการในรัชกาลพระเจ้าอุทุมพร ต่อมาเมื่อได้เป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี พร้อมกับนายสินได้เป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก เมื่อคราวพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ตั้งตัวอยู่ที่เมืองระยองนั้น หลวงยกบัตรได้แนะนำให้นายสุจินดาผู้น้องนำมารดาเจ้าตาก ซึ่งหนีพม่าไปอยู่แขวงเมืองเพชรบุรีไปถวายพระเจ้าตากด้วย จึงมีความชอบได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นพระมหามนตรี ต่อมานายสุดจินดาได้ไปรับหลวงยกบัตรพี่ชายเข้ามารับราชการอีก ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระราชวรินทร์ และได้เลื่อนเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราช เจ้าพรยาจักรี และสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นลำดับมาจนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระสัญญาวิปลาศ ทำความเดือดร้อนให้แก่ขุนนางราชการ และอาณาประชาราษฎรดังที่กล่าวมาแล้ว พระองค์ก็เสด็จจากการศึกเขมร เข้ามาปราบปรามการจลาจลให้กรุง สำเร็จโทษพระเจ้ากรุงธนบุรีเสียทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ทรงพระนามตามที่พระสังฆราชาคณะ ฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี พร้อมกันถวาย "พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทร บรมมหาจักรพรรดิ ราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราชวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หรินทราธาดาธิบดี ศรีสินทร บรมมหาจักรพรรดิ ราชาธิบดินทร์ธรณินทราธิราช รัตนาภาศกรวงศ์องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนศวรนาถนายก ดิลกนพรัตน์ราช ชาติอาชาวไศรย สมุทยุตโรมลสกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หรินทราธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลคุณอักนิฐ ฤทธิราเมศวรธรรมิกราชาธิราช เดโชชัยพรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศ โลกเชฐวิสุทธิ์มกุฏ ประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมนาถบรมบริพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว" ทรงครองราชย์ อยู่เป็นเวลา 28 ปี ในช่วง รัชสมัย ของพระองค์ พระองค์ ทรงรวบรวม ราชอาณาจักร ให้เป็น ปึกแผ่น อย่างมั่นคง จนกระทั่ง ไม่ต้อง เกรงกลัว การรุกราน จากอริราชศัตรู อีกต่อไป สมเด็จ พระรามา ธิบดีที่ 1 ทรงได้รับ การสรรเสริญ ว่าทรงเป็น รัฐบุรุษ ผู้ปรีชา สามารถ เป็นนักกฎหมาย เป็นนักกวี และชาวพุทธ ผู้เลื่อมใส ศรัทธาใน พระศาสนา ดังนั้น รัชสมัย ของพระองค์ จึงได้รับ การกล่าวขานว่า เป็นยุคของ "การสร้างสรรค์ฟื้นฟู" แห่งรัฐ และ วัฒนธรรมไทย พระองค์ ทรงเป็น กษัตริย์ ผู้ก่อตั้ง กรุงเทพมหานคร ให้เป็น เมืองหลวง ของไทย และนี่ก็คือ งานสร้างสรรค์ ที่คงอยู่ ตลอดกาล จะได้รับชื่อเสียง ว่าเป็น "เมืองแห่งเทพยดา" พระองค์ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 เมื่อพระชนมายุ ได้ 72 พรรษา
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หล่อพระบรมรูป พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ ( ร.๑ - ๔ ) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาทเป็นต้น
ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔ ( ร.๑ - ๔ ) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ ๖ โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง ๕ รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ ๖ เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรด ฯ ให้เรียกวันที่ ๖ เมษายนว่า “วันจักรี”



http://www.mthai.com/scoop/chakri/chakri.php
http://www.navy.mi.th/nrdo/Chakri/

3/07/2552

รูปภาพ งานฉลอง Patrick day 17 march















St. Patrick's day, Ireland USA




ช่วงวันที่ 17 มีนา ที่ผ่านมา ที่แอตแลนต้าเค้ามีงานๆหนึ่ง เหมือนป็นงานเฉลิมฉลองของคนที่นี่กันเค้าเรียกกันว่า Saint Patrick Festival ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูลแล้วพบว่า Saint Patrick นี่อารมณ์เหมือน เป็นเทพเจ้าประจำเมืองของคนไอริช (ประเทศไอร์แลนด์) ซึ่งวันที่ 17 มีนา มันคือวันชาติของไอร์แลนด์ คนไอร์แลนด์ในประเทศอเมริกา ก็จะเฉลิมฉลองกันในเมืองของตัวเอง แตกต่างวันกันไปตามความสะดวกของแต่ละเมือง (คือแต่ละเมืองจะฉลองไม่ตรงกันนั่นแหละ)
โดยลักษณะงานจะเป็นสีเขียว คือเป็นสีเขียวจริงๆ เพราะมันคือสีประจำชาติไอร์แลนด์ โดยส่วนใหญ่ก็จะใส่เสื้อผ้าสีเขียวกัน แต่งเป็นทหารบ้าง ราชินีบ้าง นางฟ้าบ้าง ต่างๆกันไปตามรูปร่างและขนาดเสื้อผ้าที่หาได้ แล้วก็จะเป็นงานเฉลิมฉลอง มีเวทีสำหรับเด็กๆ คอนเสิร์ต ขบวนพาเรด สนุกมาก จะขอไล่เป็นส่วนๆไปละกัน เอาเท่าที่ไปมาอ่ะนะ
ส่วนเวทีเด็ก จริงๆมันก็ไม่เด็กซะทีเดียวหรอก แต่ส่วนใหญ่ที่เข้ามานั่งดูจะเป็นเด็กๆกัน เพราะที่เวทีนี้จะเน้นความสนุกสนาน มีการเต้นรำของชาวไอริช ซึ่งถ้าใครจำได้ ในหนังเรื่อง “เดอะลอร์ดออฟเดอะริง ภาค 1” จะมีฉากนึงเป็นการเต้นของฮอบบิทที่เต้นๆอยู่บนโต๊ะ แล้วเอาส้นรองเท้าบ้าง หัวรองเท้าบ้าง เคาะกับพื้นให้เป็นจังหวะ ลักษณะคล้ายการเต้น แท๊บ เรียกว่าเป็นโชว์ใหญ่กันเลยทีเดียวมีอยู่ 3-4 ชุด ผู้ใหญ่บ้าง เด็กบ้าง ออกมาแสดงความสามารถกัน นอกนั้นก็จะเป็นการเปิดเพลงให้เด็กๆเต้นกัน อารมณ์เหมือนเพลงเด็กอนุบาลของที่นี่ เพราะพอเปิดเพลง เด็กทุกคนตะโกน เฮ้ๆ แล้วก็เต้นตามๆ ก็สนุกสนานดี
ส่วนของขบวนพาเรด ก็เป็นการเอารถมาโชว์กัน แต่งให้เท่ๆ สวยๆ กวนตีนๆ บ้าง ไม่ก็เป็นรถแพงๆ เก่าๆ บ้าง หรือไม่ก็โชว์เทคนิคการขับรถ ขับมอเตอร์ไซค์ บ้าง สนุกและตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ขบวนพาเรดยาวมาก ยืนดูอยู่ร่วม ชั่วโมง อัดวีดิโอมาจนเต็มเมมโมรี่ เสียดายที่เอาให้เพื่อนๆดูได้ลำบากเหลือเกิน แต่ถ่ายรูปมาก็ไม่น้อย เดี๋ยวจะเอาลงให้ดูก็แล้วกัน
ส่วนต่อไปคือส่วนสุดท้ายที่ไปดูมา มันคือเวทีคอนเสิร์ต บ้านเราดีๆนี่เอง แต่ทีเด็ดของที่นี่จริงๆคือ เบียร์เขียว ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง “Ladder 49” จะจำได้ มีอยู่ฉากนึงที่ทีมพระเอกกินเบียร์เขียวกัน นั่นแหละ บรรยากาศของเทศกาลนี้แล







ประวัติ St. Patrick


บุคคลคนนี้เป็นคนสนับสนุนประเทศไอร์แลนด์ เกิดที่ประเทศเวลล์ประมาณ ค.ศ. 385 ชื่อจริงของเขาคือ maewyn และในช่วง วัยเยาว์เป็นคนไม่ชอบงานเกี่ยวกับงานนักบวชในไอร์แลนด์เพราะเขาชอบเที่ยวแตร่หาความรู้ จุดหักเหที่เป็นนักบุญ เนื่องจากตอนเข้าอายุ 16 เขาโดนจับเป็นเฉลย ทำให้เวลาในช่วงนี้ เขาถูกจับเป็นทาสโดยโจรภูเขาและขายเป็นทาสกลุ่มชาวไอร์แลนด์ เขาถูกปล่อยตัวจากทาสหลังจากนั้น 6ปี และไปเมือง Gaul เพื่อศึกษากับSt.Germain ในโบรถ์ โดยทำหน้าที่ช่วยนักบวชประมาณ 12 ปี ระหว่างที่เป็นผู้ช่วยนักบวชถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีดของชาวคริสเตียน เขาจึงย้ายกับไปประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเมืองนี้ส่วนใหญ่เรียกว่า เมืองนอกรีด แต่เข้าก็ได้แต่งตั้งเป็น St. palladius 2 ปีหลังจากนั้น St. Palladius ย้ายไป สกอต์แลนด์ และได้แต่งตั้ง St.Pattick เป็นพระอันดับที่2 ของไอร์แลนด์ทำให้ St.pattick ประสบความสำเร็จและถูกจับโดย Celtic Druidsหลายปีและถูกปล่อยในเวลาต่อมา เขาได้ก่อตั้งโบรถ์และโรงเรียนในประเทศนี้ ใช้เวลาดูแล 13 ปี และ เขาตายวันที่17 มีนาคม ค.ศ.461 และด้วยความระลึกถึง St.partick จึงกำหนดวัน St.partick คติชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า st.partick ช่วยลดการตายของคนได้และคำเทศน์ของท่านทำให้เปรียบดังยอดเขาทำให้เหล่าฝูงงูเข้าใจ ซึ่งงูหมายถีงคนพื้นเมืองชาวไอร์แลนด์ ทำให้คนเปลื่ยนทัศนคติจากคนนอกรีต สัญลักษณ์ในวันนี้ คือ Shamrock เป็นพืชพื้มเมืองของชาวไอริช ใช้เป็นใบไม้ 3ใบ

2/21/2552

bye nior

เวลาผ่านมา 4 ปีนั้น แม้จะเป็นเวลาอันสั้น แต่เราได้พบกับสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต และพบกับเพื่อนแห่งนี้ได้กิจกรรมต่างๆร่วมมีทั้งความสุข ความทุกข์และผิดหวังได้เรียนรู้ชีวิตดีในมหาลัยได้กับพี่น้องที่แสนดีนี้เหมือนกับเป็นครอบครัว บางมด